ประวัติความเป็นมา




โครงการ Move World Together
 เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม

 

สถานการณ์ประเทศไทยท่ามกลางยุคสลาย “กำแพงประเทศ”

สภาวะโลกร้อน รวมทั้งวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมได้สร้างความเสียหายต่อสุขภาพ ชีวิต ทรัพย์สิน อาชีพ อาหาร ตลอดจนความเป็นอยู่ของคนในทุกประเทศมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ โลกยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน เพราะมีความต้องการใช้สูงขึ้น ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนต่ำกว่าเป้าหมายมาก อนาคตของมนุษยชาติจึงขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถของคนรุ่นต่อๆ ไปในการจัดการทรัพยากรทุกชนิดที่มีอยู่อย่างฉลาด ประหยัด มีประสิทธิภาพ และเป็นไปอย่างยั่งยืน

เยาวชนเป็นความหวังของประเทศว่าจะสามารถรักษาผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษทำนุบำรุงมาโดยตลอด ให้เป็นมรดกสืบทอดต่อไปชั่วกาลนาน แม้ว่าจะต้องต่อสู้ แข่งขันกับประเทศยักษ์ใหญ่ด้านการผลิต การค้า การเงิน การลงทุน กฎหมาย การศึกษา วัฒนธรรม เทคโนโลยีการสื่อสาร และนวัตกรรมทางด้านอุตสาหกรรม การค้าและบริการต่างๆ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กและเยาวชนไทยกลับรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ ระดับสติปัญญาและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ต่ำ ขาดทักษะในการสื่อสารกับสังคมโลก ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันด้านอาชีพและการค้าที่เปิดเสรี การติดเกม มีท้องก่อนวัยอันควร มีคดีอาชญากรรม นิสัยฟุ่มเฟือย ไม่อดทนทำงานหนัก ฯลฯ เยาวชนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในการรับมือกับปัญหาหลากหลายมิติเหล่านี้

ด้วยเหตุนี้ สังคมไทยจึงต้องมีคนไทยสายพันธุ์ใหม่ที่มีความคิดสติปัญญาที่ดีเพียงพอในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับตนเอง ชุมชน สังคมและประเทศชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นพลังงานและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นวาระของโลกในปัจจุบัน การสร้างคนไทยสายพันธุ์ใหม่ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาเด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นคนรุ่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลกระทบจากปัจจุบัน หากเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันไม่ได้รับการพัฒนาจะไม่มีนวัตกรรมของคนไทยที่จะใช้แก้ไขปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อมของไทยในวันข้างหน้า

 

สร้างคนเคลื่อนโลก สายพันธุ์ใหม่

สภาเด็กและเยาวชน เป็นกลไกหนึ่งของการพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศ โดยมีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้ให้การสนับสนุนหลัก นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีบทบาทในการสนับสนุนกิจการของสภาเด็กและเยาวชนอีกด้วย  สภาฯดังกล่าวมีโครงสร้างตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับชาติ (แต่ พมจ. และ อปท. สามารถจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนระดับตำบลหรือแม้กระทั่งหมู่บ้านได้ หากมีความพร้อม)  ซึ่งคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนระดับชาติได้แบ่งการดำเนินงานของสภาฯออกเป็น 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลางรวมตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชนในระดับจังหวัดและอำเภอ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นอกเหนือจากมีนโยบายในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเพื่อสนองตอบความต้องการของคนในประเทศแล้ว ยังมีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีโครงข่ายของ กฟผ. ตั้งอยู่ อาทิ รอบโรงไฟฟ้า เขื่อน ระบบสายส่ง และในบางกรณี กิจการ CSR ของ กฟผ. ได้ขยายกิจกรรมครอบคลุมไปยังพื้นที่ทั่วประเทศด้วย เพราะนโยบายดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือสังคม และสร้างความเข้าใจ เรื่องพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาภาพลักษณ์ และความร่วมมือจากชุมชนและสังคมใน การดำเนินงานของ กฟผ. ในระยะยาวด้วย  

จากการประเมินเบื้องต้นร่วมกับแกนนำสภาเด็กและเยาวชนระดับชาติ และผู้แทนกลุ่มเยาวชนอื่นๆ พบว่า เยาวชนยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมอยู่มาก รวมทั้งมีปัญหาทางอารมณ์ สังคม สติปัญญา ส่งผลถึงพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงและสร้างปัญหาให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคม  ในขณะที่เยาวชนก็เห็นความสำคัญและสนใจเข้ามาร่วมแสดงบทบาทในการดูแล ป้องกันแก้ไขปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม   

พร้อมกันนั้น ผู้แทนของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สค. มธ.) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐแห่งเดียวที่เปิดสอนด้านสังคมสงเคราะห์ทั้งในระดับปริญญาตรี โท เอก มาตั้งแต่ พ.ศ. 2497 และผู้แทน กฟผ. ได้ประสานงานกับผู้บริหาร สท. พบว่า สท. พร้อมร่วมมือดำเนินโครงการที่มีลักษณะการพัฒนาตัวเยาวชนและสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์กรทั้งสามจึงร่วมกันดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเด็กและเยาวชนในการพัฒนาพลังงานและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนขึ้น โดยตั้งชื่อว่า “โครงการ Move World Together เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม”  โดยมีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนจากทุกภาคของประเทศ รวมทั้งจากพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เขื่อน และพื้นที่เป้าหมายอื่นๆ ของ กฟผ. มีความรู้ ความเข้าใจ มีความตระหนักและร่วมกันทำโครงงานเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนสังคม ใช้และอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ภายใต้ศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองอย่างสร้างสรรค์  นอกจากนี้ ยังลดปัญหาสังคมที่อาจเกิดจากการใช้เวลาว่างที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนด้วย 

การพัฒนาเด็กและเยาวชนแบบองค์รวมเป็นเรื่องใหญ่ ใช้เวลานาน งบประมาณสูง ดังนั้น ภาคีที่เกี่ยวข้องจึงตกลงแยกกิจกรรมออกเป็นระยะ แต่ทุกระยะจะมีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงระหว่างกัน โดยเริ่มจากการจัดอบรมแกนนำเยาวชนในแต่ละภาคก่อน ซึ่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รับหน้าที่ในการออกแบบเนื้อหา กระบวนการทำงาน รวมทั้งจัดหาบุคลากรทำหน้าที่ใน การอบรมให้ความรู้ และติดตามนิเทศการดำเนินโครงการของกลุ่มเด็กและเยาวชนด้วย ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก  ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ด้วย 

ปี พ.ศ. 2555 โครงการ Move World Together เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สค.มธ.) มุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างคนไทยสายพันธุ์ใหม่โดยทำงานแบบเครือข่ายเพราะเชื่อว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ได้ตามลำพัง ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่มีความหลากหลาย แต่มีจุดประสงค์ร่วมกันทำงานร่วมกันบนฐานคิด “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” และต่างคนต่างก็ยังมี อัตลักษณ์ของตนเอง จึงร่วมมือกับ สำนักส่งเสริมและพิทักษ์เยาวชน สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) และ  ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้การสนับสนุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกันดำเนินโครงการ Move World Together เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 1 ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2555 – มกราคม  2556 โครงการฯ มีเด็กและเยาวชน และผู้เกี่ยวข้อง จำนวนมากกว่า 1,000 คน ผ่านกิจกรรมทุกประเภทที่จัดโดยโครงการฯ ผลการดำเนินงานทุกกิจกรรมทำให้เกิดนวัตกรรมการพัฒนาเยาวชนแนวใหม่ที่มีความแปลกแตกต่างและสร้างสรรค์มากกว่ากิจกรรมการพัฒนาเยาวชนที่องค์กรอื่นๆได้จัดขึ้นมา วิธีการทำงาน หลักสูตรการอบรมเยาวชนและคนทำงานเยาวชนของโครงการฯได้รับการยอมรับในระดับสูงจากวงการนักพัฒนาเยาวชน ทั้งที่สังกัดภาครัฐ และภาคประชาสังคม ทำให้ปัจจุบันมีองค์กรที่เข้ามาร่วมทำงานในกิจกรรมของโครงการฯอีกหลายองค์กร อาทิ กลุ่มปลาดาวเยาวชนโลก กลุ่มเด็กรัก(ษ์)ดี สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชนบางสระเก้า จ.จันทบุรี เป็นต้น

การทำงานพัฒนาเยาวชนตามรูปแบบโครงการ Move World Together เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม ต้องมีความต่อเนื่อง ระยะยาวเพื่อให้เด็กเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพอย่างแท้จริง หากไม่ทำต่อเนื่องจะไม่เกิดประโยชน์ ประกอบกับบทเรียนในปี 2555 ทำให้ในปีที่ 2 นี้โครงการฯยังขยายกลุ่มเป้าหมายออกไปอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มครูที่ปรึกษา และกลุ่มวิศวกร, นักวิทยาศาสตร์ของ กฟผ. และองค์กรอื่นๆ เพื่อเป็นแรงหนุนให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษากลุ่มเยาวชนเพื่อการพัฒนาเยาวชนอย่างครบวงจรต่อไป ด้วยเหตุนี้องค์กรภาคีหลักทั้ง 4 แห่งจึงเห็นพ้องต้องกันว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการ Move World Together เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 2

ทั้งนี้ โครงการ Move World Together ตระหนักอยู่เสมอว่าโครงงานเยาวชนไม่สามารถสำเร็จลุล่วงลงไปได้ถ้าขาดผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีองค์ความรู้เฉพาะ โครงงานหลายชิ้นมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แปลกใหม่ ฉีกกรอบ และสลับซับซ้อน ด้วยเหตุนี้ โครงการฯจึงได้ขอความร่วมมือระดมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อทำหน้าที่ “ที่ปรึกษา” สานฝันให้เป็นจริง ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันตอบรับแล้ว อาทิ  ม.ธรรมศาสตร์,  ม.มหาสารคาม, ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ศรีนครินทวิโรฒ เป็นต้น